จำนวนผู้เข้าชม

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553


ตลาดน้ำอัมพวา
อัมพวาเป็นตลาดน้ำยามเย็นจะมีทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.00 -22.00 น.วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. ตลาดน้ำโดยทั่วไปมักจะจัดขึ้นในเวลากลางวัน แต่ตลาดน้ำยามเย็น ที่อัมพวาแห่งนี้ จะจัดขึ้นในช่วงงเวลาเย็นเรื่อยไปจนถึงเวลาพลบค่ำ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดในลักษณะเช่นนี้ ในตอนเย็นชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือนำสินค้าหลากหลายนานาชนิด อาทิ อาหาร ผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ มาขายให้กับนักท่องเที่ยว หรือคนในท้องถิ่นที่สัญจรไปมาที่ตลาดอัมพวา ทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตของชุมชนริมน้ำ ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถที่จะหาซื้ออาหารมานั่งรับประทาน บริเวณริมคลองอัมพวาติดกับตลาดน้ำ ซึ่งได้มีการจัดสถานที่ไว้ ทำให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จุดมุ่งหมายของอัมพวาที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางไปเที่ยวก็คือ การได้ริ้มชิมรสชาติอาหารต่างๆ ที่พ่อค้าแม่ขายมีวางขายกันไม่ว่าจะเป็น "กระเพาะปลาอัมพวา ก๋วยตี๋ยวโบราณอัมพวา ข้าวเหนียวมะม่วงอัมพวา หอยทอดยอดชายอัมพวา ทอดมันสมุนไพรหัวปรีอัมพวา วังแสงกาแฟโบราณอัมพวา ปอเปี๊ยะอัมพวา ร้านข้าวราดแกงหัวมุมอัมพวา น้ำพร้าวอัมพวา เฉาก๊วยอัมพวา" และอีกมากมายหลายอย่างที่คนอัมพวาเค้านำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อย่างส้มโออัมพวา ลิ้นจี่อัมพวา มากมายหลายอย่างให้เลือกของแห้ง ของคาว ของสด อิ่มหนำสำราญกันไปเลย แต่จะให่อร่อยต้องกินกันตรงนั้นเลย เบียดกันนิดเบียดกันหน่อยอบอุ่นดีครับ เพราะบรรยากาศเหมือนอยู่บ้านเลย อยากกินอะไรก็ตะโกนสั่งตรงนั้น นั่งกินตรงนั้นได้เลย กินอิ่มแล้วก็ลุกเพื่อให้ คนข้างหลังจะได้กินมั่ง วนเวียนกันไปจะได้ทั่วถึง


งอบใบจาก

งอบ ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง เครื่องสวมหัวสำหรับกันแดดและฝน สานด้วยตอกไม้ไผ่ กรุด้านในใบลาน รูปคล้ายกระจาดคว่ำ มีรังสำหรับสวม
งอบใบจาก เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดมากว่าร้อยปี นิยมทำกันตาม ชนบทแทบทุกหมู่บ้าน จุดมุ่งหมายเดิม คนในท้องถิ่นจะทำไว้ใช้กันแดด กันฝน ใช้ในครอบครัว โดยเฉพาะชาวนา ชาวสวน ต่อมาได้กลายเป็นอาชีพของบางหมู่บ้าน เป็นงานหัตถกรรมของสมาชิกในบ้านที่ว่างงาน เพื่อนำออกจำหน่ายให้แก่คนท้องถิ่น ในจังหวัดตราด และนักท่องเที่ยว
ปัจจุบันหมู่บ้านที่ได้รับการส่งเสริมการทำงอบเป็นอาชีพพื้นบ้าน คือ หมู่บ้านน้ำเชี่ยว ตำบลน้ำเชี่ยว ภำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ทำได้หลายรูปแบบตามชื่อ เช่น ทรงปลาดาว ทรงเห็ด ทรงนเรศวร ทรงกะทะ ฯลฯ

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อะไรกันแน่ที่สำคัญ

ไม่สำคัญว่า... คุณขับรถยี่ห้ออะไร ?
สำคัญว่า... คุณเคยให้คนที่ไม่มีรถ "นั่ง" มาด้วยกี่ครั้ง
ไม่สำคัญว่า... คุณทำงานล่วงเวลามากขนาดไหน ?
สำคัญว่า... คุณให้ "เวลา" แก่ครอบครัว และคนที่รักมากแค่ไหน
ไม่สำคัญว่า... คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ ?
สำคัญว่า... คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที่ "ขาดแคลน" ใส่กี่ชุด
ไม่สำคัญว่า... คุณมีฐานะอะไรในสังคม ?
สำคัญว่า... คุณ "วางตัว" ในระดับไหน ไม่สำคัญว่า... คุณมีทรัพย์มากเท่าไหร่ ?
สำคัญว่า... สิ่งที่คุณมี มันมี "อำนาจ" ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน
ไม่สำคัญว่า... เงินเดือนสูงสุดของคุณเท่าไร ?
สำคัญว่า... คุณต้องสละ "อุดมการณ์" เพื่อได้มันมาหรือไม่
ไม่สำคัญว่า... คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ?
สำคัญว่า... คุณเคย "สนับสนุน" ใครให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง
ไม่สำคัญว่า... คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ?
สำคัญว่า... คุณทำงานสุด "ความสามารถ" หรือไม่
ไม่สำคัญว่า... คุณมีเพื่อนกี่คน ?
สำคัญว่า... คุณเป็น "เพื่อนแท้" กับใครบ้าง
ไม่สำคัญว่า... คุณเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไร ?
สำคัญว่า... คุณทำอะไรเพื่อ "ช่วยและปกป้อง" สิทธิคนอื่น
ไม่สำคัญว่า... สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ?
สำคัญว่า... มีกี่ครั้งที่คำพูดของคุณ"ไม่สอดคล้อง" กับการกระทำ

เวลา ...... หนึ่ง
สายน้ำ ..... หนึ่ง
คำพูด ...... หนึ่ง
โอกาส ..... หนึ่ง
ลูกปืน ...... หนึ่ง
ถ้า.......หลุดไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้

ดนตรีไทย..คุณค่าแห่งความเป็นไทย


วัดพระศรีรตน์ศาสดาราม(วัดพระแก้ว)



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗
เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป

เรือกอและ



ลักษณะและวิธีการใช้เรือกอและ

เป็นเรือประมงที่ใช้ในแถบจังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีลักษณะเป็นเรือยาวที่ต่อด้วยไม้กระดานโดยทำให้ส่วนหัวและท้ายสูงขึ้นจากลำเรือให้ดูสวยงาม นิยมทาสีแล้วเขียนลวดลายด้วยสีฉูดฉาดเป็นลายไทยหรือลายอินโดนีเซีย ซึ่งนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับลำเรือ เรือกอและมี ๒ แบบคือ แบบหัวสั้นและแบบหัวยาว ขนาดของเรือแบ่งเป็น ๔ ขนาด โดยยึดความยาวของลำเรือเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง คือ ขนาดใหญ่ยาว ๒๕ ศอก ขนาดกลางยาว ๒๒ ศอก ขนาดเล็กยาว ๒๐ ศอก และขนาดเล็กมากเรียกว่า "ลูกเรือกอและ" ยาว ๖ ศอกโดยประมาณ และด้านนอกซึ่งค่อนขึ้นไปทางขอบเรือ ทำเป็นขอบนูนออกมาข้างนอก ลักษณะเป็นกันชนของเรือยาวตลอดลำเรือเรียกว่า "ปาแปทูวอ" ที่ตอนล่างของปาแปทูวอทำรอยแซะเนื้อไม้ด้วยกบให้เป็นแนวยาวตลอดลำเรือเรียกว่า "กอมา" เรือทั้งลำ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า "ลูแว" ส่วนท้ายเรียกว่า "บูเระแต" ถ้าแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหัวเรียกว่า "ปาลอ" ส่วนกลาง (ลำเรือ) เรียกว่า "ตือเราะ" ส่วนท้ายเรียกว่า "ปูงง"


ประโยชน์เรือกอและ

ส่วนใหญ่ใช้ในการประมง โดยนำออกไปทำการประมงในทะเลและนิยมทำเป็นพวก ๆ พวกละ ๕-๖ ลำ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับแข่งขันโดยใช้ฝีพายหรือใช้ใบก็ได้ทุกครั้งที่จะออกเรือก่อนขึ้นเรือชาวประมงจะให้ความเคารพเรือกอและของตนโดยการถอดรองเท้าทุกครั้ง และเมื่อเรือจอดอยู่บนฝั่งก็ห้ามผ่านใกล้ ๆ หรือเล่นบริเวณหัวเรือ ไม่พูดจาเชิงอวดดี หรือพูดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล เพราะเชื่อว่ามีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความคุ้มครองเรือสิงสถิตอยู่ที่หัวเรือบริเวณ "จาปิ้ง" นับได้ว่าเรือกอและเป็นเรือในจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งใช้ในการประมงทางทะเลของชาวประมงมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ นับว่าเป็นเรือที่แปลกตาและหาดูได้ยากในจังหวัดอื่นๆ





บทความโต๊ะ-เก้าอี้



โต๊ะกับเก้าอี้ ก็คือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่แทบจะทุกบ้านต้องมี
.....แต่ละบ้านก็จะมีโต๊ะและเก้าอี้แต่ละแบบไม่เหมือนกันแตกต่างกันตามการใช้งานและฐานะของผู้เป็นเจ้าของโต๊ะกับเก้าอี้นั้นเป็นของคู่กันที่ไม่จำเป็นต้องใช้คู่กันในทุกครั้งบางทีเราอาจแค่ต้องการนั่งบนเก้าอี้และบางทีเราก็อาจแค่ต้องการโต๊ะไว้วางของเพียงอย่างเดียวแต่...ถ้ามันอยู่ด้วยกันก็จะดูสมบูรณ์แบบได้มากกว่าและประโยชน์ใช้สอยมันก็จะมากกว่าด้วยเหมือนกับผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นของคู่กัน....อย่างไรอย่างนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งถามฉันต่อว่า“ แล้วตกลงผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครกันที่เป็นโต๊ะ ใครกันที่เป็นเก้าอี้ ”ฉันตอบไปว่า“ โต๊ะน่าจะเป็นผู้ชาย และเก้าอี้น่าจะเป็นผู้หญิงเพราะโต๊ะสามารถมีเก้าอี้ ได้มากกว่าหนึ่งแต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ที่เก้าอี้ริจะมีโต๊ะมากกว่าหนึ่งจะดูไม่งามและสังคมจะรุมประนามทันที ” (ฮา)แล้วเพื่อนคนเดิมมันก็ถามต่ออีกว่า“ ก็แล้วจะมีโต๊ะสักกี่ตัวในโลกนี้ ที่มันอยากจะมีเก้าอี้แค่เพียงตัวเดียว ”ฉันก็เลยตอบมันไปว่า“ ก็โต๊ะเขียนหนังสือไงแก...แกเคยเห็นใครวางเก้าอี้ไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมากกว่าหนึ่งตัวกันบ้างไม่เหมือนโต๊ะกินข้าวกับโต๊ะรับแขก พวกนี้เจ้าชู้ มีเก้าอี้ตั้งเยอะ บางบ้านก็ 4 ตัว บางบ้านก็ 6 ตัวหรืออาจมากกว่า ”“ อ๊ะ .. แต่โต๊ะเครื่องแป้งเค้าก็รักเดียวใจเดียวเหมือนกันนะ ..มีเก้าอี้ตัวเดียวเหมือนกัน ” มันเสริมให้“ เออ..จริงว่ะ ”“ อาจเป็นเรื่องของขนาดก็ได้มั้งแก..ก็โต๊ะกินข้าวน่ะมันมีขนาดใหญ่มันก็เลยต้องการเก้าอี้มาก ๆ เพื่อมาเสริมบารมีเหมือนคนรวย ๆ ชอบมีอีหนูเยอะ ๆ ไว้ประดับบารมีส่วนโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะเครื่องแป้งน่ะ ขนาดมันไม่ใหญ่เหมือนคนฐานะปานกลางไปจนถึงยากจนจะมีเมียมากกว่าหนึ่งก็เลี้ยงไม่ไหว ”มันอธิบายเสียยืดยาว แล้วฉันก็ฮาอีก ในความช่างคิดของทั้งมันและฉันมานั่งนึกแล้วก็อดขำไม่ได้ ในความเหมือนโดยบังเอิญระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้และความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชายมาพูดถึงเก้าอี้กันบ้าง เพื่อนมันถามฉันต่อว่า“ แล้วแกว่าเก้าอี้แบบไหนในโลกวะ ที่มันจะชอบมีโต๊ะมากกว่าหนึ่ง ”มันเล่นเอาฉันคิดนานอยู่เหมือนกัน“ ก็เก้าอี้ล้อเลื่อนไงวะ พวกนี้ชอบเลื่อนไปโต๊ะโน้น ย้ายมาโต๊ะนี้ เปลี่ยนโต๊ะอยู่เรื่อย ”คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นมันบ้างที่ขำ“ เค้าเรียกมีรักสำรองเผื่อเลือกใช่ไหมแบบนี้ ” มันว่าคงยุ่งน่าดูถ้าเก้าอี้ล้อเลื่อนมาเจอกับโต๊ะกินข้าวเราก็เลยไม่เคยเห็นใครเอา เก้าอี้ล้อเลื่อนมาตั้งกับโต๊ะกินข้าวเลยสักทีมันก็คงเหมือนการที่แม่เหล็กขั้วเดียวกันมันจะผลักกันนั่นแหละเราเลยไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่นักที่ผู้หญิงไวไฟจะมาจับคู่กับผู้ชายเจ้าชู้โดยมากถ้าอีกฝ่ายเจ้าชู้อีกฝ่ายจะสงบสยบอยู่เสียมากกว่ามันถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ไปด้วยกันรอดในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนฉันว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะกับเก้าอี้ที่สวยหรูงดงามมากมายอะไรนักแค่พอดูได้ ใช้งานได้ มันก็ไม่น่าเกลียดอะไรแล้วล่ะเอาแค่แบบโต๊ะเขียนหนังสือ มีโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่งนั่งแล้วรู้สึกสบายถ้าเหนื่อยนักก็ฟุบหน้าหลับตาพักได้หรือถ้าจะสวยงามก็ขอให้มันดูสวยงามแค่อย่างโต๊ะเครื่องแป้งที่ดูดีสวยงาม เพราะหมั่นดูแลกันและกันเป็นกระจกคอยสะท้อนซึ่งกันและกันอยู่ร่วมกันโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่งอย่างเข้าใจอย่าให้ต้องเป็นเหมือนโต๊ะกินข้าว ที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวยแต่ก็ไม่สามารถดูแลเก้าอี้ที่มีได้อย่างทั่วถึงกว่าจะแบ่งความห่วงใยมาใส่ใจแต่ละทีก็คงต้องรอจนเหงาเฉาตายกันไปเสียก่อนหรือไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือหรูหรา ถึงขนาดโต๊ะรับแขกที่มีเอาไว้แค่เพียงอวดชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาใครเห็นใครพบก็สบายใจแต่เก้าอี้ (โชฟา) นี่สิช้ำต้องโดนโถมโดนทับไม่รู้จักเท่าไหร่เพราะใคร ๆ ก็พากันแวะถ้าจะมีความรักฉันอยากรักแบบโต๊ะเขียนหนังสือหรือโต๊ะเครื่องแป้งก็พอ ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่หรูหราแต่อบอุ่นพอให้บ้านน่าอยู่อาศัยฉันว่าถ้าแท้จริงแล้วคนเราวัดคุณค่ากันจากภายในจิตใจโต๊ะกับเก้าอี้ก็คงไม่ต่างตรงที่เราวัดคุณค่ามันจากประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกบางทีเก้าอี้อาจขาหักขาโยกไปบ้างนะถ้าตั้งเองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อาศัยพิงโต๊ะเอาก็ได้ก็ไหน ๆ เราก็คู่กันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอหรือบางทีโต๊ะอาจสึกมีรอยบิ่นรอยขีดข่วนไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกนะเพราะเก้าอี้เค้าจะคอยบดบังให้เองความจริงแล้วคนเรารักกันมันไม่ต้องการองค์ประกอบอะไรที่มากมายเลยแค่หมั่นเติมเต็มซึ่งกันและกันก็พอแล้วเพราะโต๊ะกับเก้าอี้ที่ไม่เข้าชุดกันเมื่อจับมาวางคู่กันประโยชน์ใช้สอยมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปแค่ความสวยงามมัน(อาจจะ)ลดน้อยลงไปเท่านั้นเองแล้วบ้านของคุณเองล่ะอยากให้มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบไหนเคยคิดเอาไว้บ้างหรือเปล่า.........อับราฮัม ลินคอร์น เคยกล่าวไว้ว่า“ คนเราจะมีความสุขได้เสมอทุกเมื่อถ้าตั้งใจจะให้ตนเองมีความสุข ”ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเลือกได้ดังใจเราทุกอย่างถ้าคุณเป็นเก้าอี้คุณไม่มีทางรู้ได้ในทั้งหมดทุกส่วนว่าโต๊ะของคุณเขาจะเป็นอย่างไรคุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องชอบในทั้งหมดของโต๊ะของคุณและถ้าคุณเองเป็นโต๊ะคุณก็คงไม่มีทางที่จะพอใจในทุกส่วนที่เก้าอี้ของคุณมีเพราะความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงไม่มีอยู่บนโลกใบนี้....ฉันเชื่ออย่างนั้น หากแต่ศิลปะสุดยอดของการอยู่ร่วมกันคือการให้อภัยอะไรที่เค้าขาดไปบ้างเราก็หมั่นเติมอะไรที่เค้าเกินไปบ้างเราก็เอามาเติมให้เราเองถ้าเป็นแบบนี้เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามมากกว่าไหม" ว่าไหม ? "

ความรัก..เป็นเรื่องที่แปลก

คนเราก้อแปลกเนอะ ...
... ที่มีคนบนโลกตั้งมากมายที่เราได้เจอและพูดคุย...
... แต่เรากลับเฝ้าคอยคนนั้นแค่คนเดียว ...

เลือกที่จะคิด เลือกที่จะรักใคร เลือกที่จะมีใจ ได้ตามใจต้องการ
เลือกที่จะมอง หรือเลือกที่จะผูกพัน และฉันเลือกอะไรที่ได้ตั้งมากมาย
แค่ฉันรู้ สิ่งหนึ่งที่หายไป ฉันเลือกจะรอใคร ที่เขาไม่คิดจะผูกพัน
รอ ฉันรอหนึ่งคนที่ฉันฝัน รอทั้งที่ไหวหวั่น แม้ว่าเขาไม่กลับมา
รอ ฉันเลือกที่จะรอแม้ต้องมีน้ำตา ทั้งที่รู้ว่าเลือกที่จะรอต้องเจ็บอยู่แล้ว


เคยไหม..ที่คุณออน msn เพื่อที่อยากจะคุยกับใครซักคน
แต่คุณรู้ไหม..ว่ามีใครตั้ง Busy ไว้เพื่อที่จะคุยกับคุณคนเดียว
เคยไหม..ที่คุณรอ msg จากใครบางคนที่คุณคิดถึง
แต่คุณรู้ไหม..ว่ามีคนส่ง msg ให้คุณเพราะเค้าแคร์คุณมากกว่าใคร
เคยไหม..ที่คุณคิดอยากจะชวนเค้าไปเที่ยวไหนต่อไหนแต่ไม่กล้าชวน
แต่คุณรู้ไหม..ว่ามีคนชวนคุณไปไหนต่อไหนแต่คุณไม่ไปด้วย
เคยไหม..ที่คุณแอบชอบใครคนหนึ่งมากมาย
แต่คุณรู้ไหม..ว่าที่มีใครเค้าทำอะไรให้คุณนั้นน่ะ เพราะเค้าชอบคุณนะ
เคยไหม..ที่คุณฟังเพลงแล้วคิดถึงใครคนหนึ่ง
แต่คุณรู้ไหม..เค้าส่งเพลงบอกรักให้คุณแต่คุณกลับไม่ใส่ใจ
เคยไหม..ที่คุณเคยชอบใคร แต่เค้ากลับไม่ชอบคุณ
แต่คุณรู้ไหม..ว่ามีคนที่รอคุณแต่คุณกลับเดินผ่านเค้าไป
เคยไหม..ที่คุณทำอะไรซักอย่างแล้วคิดถึงใครคนหนึ่ง
แต่คุณรู้ไหม..ว่ามีใครคนหนี่งคิดถึงคุณทุกเวลาไม่ว่าจะทำอะไร ....

อุปสรรค์ชีวิต



อุปสรรค หยุดรออยู่ทุกที่ในวิถีชีวิต
ไม่มีใครก้าวสู่ความสำเร็จได้ โดยไม่ผ่านอุปสรรคก่อน
เพื่อชยะชนะแห่งจุดมุ่งหมาย...
ท่านจะต้องมีเครื่องมือต่อสู้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ กำลังใจ.

อนุรักษ์..การทำนาไทย

การทำนา

ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชาวนาไทยนั้น ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญขึ้นมาหลากหลายบางสิ่งนั้นยังคงอยู่ ในขณะเดียวกันบางสิ่งก็กำลังจางหายจากสังคมเกษตรกรรมไทย การทำนามีความสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย...

การลงแขกดำนา-เกี่ยวข้าว

การลงแขก คือการหา การวาน เพื่อมาช่วยกันทำงานโดยไม่มีค่าจ้าง
ลักษณะเป็นการแสดงนำ้ใจในการช่วยเหลือกัน ซึ่งชาวนาในแต่ละบ้านจะหมุนเวียนช่วยกันไปเรื่อยๆ จากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง
โดยเจ้าบ้านจะมีการจัดแต่งข้าวปลาอาหาร เหล้าไห ไก่ตัว เป็นการตอบแทน บางทีมีการร่ายรำไปด้วย ก่อให้เกิดเพลงเต้นกำรำเคียวที่มีชื่อเสียง จะเห็นได้ว่าการลงแขกคือ การบอกกล่าวขอแรงบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ให้มาช่วยทำงานนั่นเอง ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่เกินกำลังของคนในครอบครัว หรืองานที่รีบเร่งต้องให้เสร็จในเวลาที่สั้นๆ-การลงแขกทำนา การทำนานั้นเป็นงานที่หนักและรอบหนึ่งปี ต้องใช้แรงงานถึง 4 วาระ คือ ช่วงดำ ช่วงเกี่ยว ช่วงตี และช่วงเอาข้าวเข้ายุ้งฉาง
อีกทั้งมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ต้องรีบเร่ง เช่น เรื่องน้ำในนา หากน้ำมีน้อย
หรือฝนตกทิ้งระยะห่างเกินไป ชาวนนส่วนมากจึงนิยมลงแขกช่วยงานกัน

การลงแขกดำนา

การลงแขกเกี่ยวข้าว




""""เคยคิดกันไหมว่า""""

บางที "ความรัก" มันคล้ายกับ "นาฬืกาทราย" ขนาดใหญ่
ทำไมน่ะเหรอ ??
ถ้าเราลองวางนาฬิกาทรายตั้งไว้เฉยเฉยทรายจากหลอดด้านบนก็จะไหลลงสู่หลอดด้านล่าง ไหลลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหลอดด้านล่างที่เคยว่างเปล่าก็ถูกถมจนเต็มไปด้วยทรายที่ไหลลงมาจากหลอดด้านบนและในที่สุดหลอดด้านล่างจะเต็มเปี่ยมด้วยทราย กระนั้นก็ตามหลอดด้านบนก็ไม่มีทรายหลงเหลืออีกต่อไปแล้ว

ความรักก็อาจจะเป็นดุจเดียวดั่งนาฬิกาทราย
หากแม้ว่าฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะถมที่ว่างที่ว่างเปล่าในหัวใจของอีกฝ่าย
มากเท่าไหร่แต่หากปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเนิ่นนาน
บางทีอีกฝ่ายอาจจะเริ่มมีความรักอย่างเต็มหัวใจ
"ในขณะที่อีกฝ่ายก็หมดรักลง เช่นกัน"

ถ้าเราไม่คิดที่จะพลิกนาฬิกาทราย สักวันหนึ่งทรายในหลอดด้านบนก็คงหมดลง
ถ้าเราไม่เคยคิดที่จะตอบแทนสิ่งใดกลับไป มันก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากนาฬิกาทราย ในห้วงเวลาหนึ่ง อาจเกิดความรักขึ้นได้มากมาย
แต่ในห้วงเวลานั้นก็ย่อมมีความรักที่จากไปเฉกเช่นเดียวกัน

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

ฤดูกาล...แห่งชีวิต

"ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ชีวิตคนเราในช่วงชีวิตหนึ่ง ก็เหมือนกับฤดูกาลต่างๆในรอบ 1 ปี: "



ฤดูร้อน,ฤดูหนาว,ฤดูฝน,ฤดูใบไม่ผลิ,ฤดูใบไม้ร่วง





- ฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดพืชพันธ์ุต่างๆเริ่มงอกและโผล่ออกมาจากพื้นดิน
ต้นไม้ที่ไร้ใบในฤดูหนาว เริ่มผลิดอกออกใบ สัตว์ต่างๆที่จำศึลอยู่ใต้พื้นดิน
ในระหว่างฤดูหนาวอันยาวนานก็เริ่มออกมาหาอาหารกิน มีฝนตกบ้างเป็นครั้งคราว

ก็เปรียบเสมือนการเกิดของชีวิต การเริ่มชีวิตใหม่ที่อุบัติขึ้น ค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆ
หรือเปรียบเสมือนช่วงชีวิตของเราที่ได้ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หรือการเริ่มต้นใหม่
ชีวิตอาจมีอุปสรรคบ้าง เหมือนฝนที่ตกกระหน่ำลงมาในฤดูใบไม้ผลินี้
แต่ฝน ก็ให้ความชุ่มชื้น และทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต ชีวิตที่เรียนรู้จากปัญหา
และอุปสรรค ย่อมมีการพัฒนาและเจริญเติบโตเช่นกัน

- ฤดูร้อน เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้ผลิดอกออกใบเขียวขจี แม่น้ำลำธารมีน้ำใสไหลเย็น
มีแสงแดดอันอบอุ่น ทุกคนต่างพากันชื่นชม ใครๆก็พากันออกไปเที่ยวเล่น ไปว่ายน้ำ
เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆอย่างสะดวกสบาย เป็นฤดูที่พืชพันธ์ุธัญญาหารเจริญเติบโต
รอเวลาที่จะเก็บเกี่ยว ในฤดูร้อน ก็มีฝนตกบ้างเป็นครั้งคราว

ก็เปรียบเสมือนชีวิตในวัยหนุ่มสาว ที่มีพลังในการทำงาน มีความคิดความอ่านแจ่มใส
ทำงานได้อย่างคล่อยแคล่วมีประสิทธิภาพ กระฉับกระเฉง แม้ชีวิตจะอยู่ในช่วงที่สดใสแข็งแรง แต่ก็มีความร้อนแรงดุจแสงอาทิตย์ บางครั้ง ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันต่างๆ
และอุปสรรคต่างๆ หรือจะเปรียบเสมือนช่วงรุ่งโรจน์ของชีวิต ที่มีทั้งความสุข ความสำเร็จ
แต่ก็มีความร้อนแรงจากการแข่งขัน หรือความอิจฉาริษยาจากคนอื่น
แม้จะต้องเปียกปอน จากปัญหาและอุปสรรคต่างๆบ้าง แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้จากปัญหา
และได้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ทำให้เราฉลาดและเข้าใจชีวิตมากขึ้นด้วย

- ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม
และสีน้ำตาล รอวันที่จะหลุดร่วงไปจากต้นในต้นฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว
และสะสมพืชพันธ์ุธัญญาหารไว้กินไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
อากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว

เปรียบเสมือนชีวิตในวัยที่ใกล้เกษียณจากการทำงาน หรือเมื่อผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว
เมื่อคนเราทำงานไปนานๆ รายได้ก็มีมากขึ้น ธุรกิจที่ลงทุนไว้ ก็มีผลกำไรมากขึ้น
ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสงบในบั้นปลาย ในขณะเดียวกัน
สุขภาพและกำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยหลังจากการตรากตรำทำงานหนักมาหลายปี

- ฤดูหนาว เป็นฤดูที่ต้นไม้ผลัดใบร่วงออกจากต้นจนหมด เหลือแต่เพียงลำต้นและกิ่งก้าน
อากาศหนาวเหน็บ บางครั้งลมแรง มีพายุฝน หรือ มีหิมะตก สัตว์หลายชนิดพากันจำศึล
ไม่ออกมาหาอาหารกิน บางปีหิมะตกหนามาก การเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก
พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ไม่สามารถเพาะหว่านพืชพันธ์ุธัญญาหารใดๆลงไปได้
ได้แต่นำพืชพันธ์ุธัญญาหารที่สะสมไว้ตั้งแต่ในฤดูใบไม้ร่วง มาประทังชีวิตไป
จนกว่า ฤดูใบไม้ผลิจะย่างกรายเข้ามา และเริ่มการเพาะปลูกใหม่ได้อีก

เปรียบเสมือนช่วงเวลาเจ็บป่วยของชีวิต หรือช่วงที่มีอุปสรรคมากมาย
จนเราต้องหยุดพัก ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา รอจนกว่าอุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไป
หรือเปรียบเสมือนชีวิต ที่ก้าวเดินมาจนถึงจุดสุดท้าย มีความตายรออยู่ข้างหน้า
ภาพต้นไม้ไร้ใบ ช่างเงียบเหงา และว้าเหว่ เหมือนการที่คนเราต้องพลัดพราก
จากทุกคนที่เรารักไปอย่างไม่มีวันกลับ บรรดาพืชพันธ์ุธัญญาหารที่เราสะสมไว้
เพื่อประทังชีวิตในช่วงฤดูหนาว เปรียบเสมือนบุญกุศลที่เราทำไว้ก่อนตาย
ซึ่งเป็นเสบียงไว้เลี้ยงจิตวิญญาณของเรา ก่อนที่เราจะได้มีชีวิตใหม่ในภพชาติต่อๆไป

- ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม
และสีน้ำตาล รอวันที่จะหลุดร่วงไปจากต้นในต้นฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว
และสะสมพืชพันธ์ุธัญญาหารไว้กินไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
อากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว

เปรียบเสมือนชีวิตในวัยที่ใกล้เกษียณจากการทำงาน หรือเมื่อผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว
เมื่อคนเราทำงานไปนานๆ รายได้ก็มีมากขึ้น ธุรกิจที่ลงทุนไว้ ก็มีผลกำไรมากขึ้น
ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสงบในบั้นปลาย ในขณะเดียวกัน
สุขภาพและกำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยหลังจากการตรากตรำทำงานหนักมาหลายปี

- ฤดูฝน เป็นฤดูที่ต้นไม้มีความชุมชื่อสดชื่น แต่บางครั้งก็มีลมพายุที่รุนแรงพัดพามาอากาศหนาวเหน็บ บางครั้งลมแรง มีพายุฝนไม่ออกมาหาอาหารกิน การเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกแต่ก็เป็นช่วงเวลา ที่เราจะทำการเพาะปลูก พืชพันธุ์ ธันญาหาร ต่างๆๆ




เธอ..ผู้ไม่แพ้

ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา
ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพาไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ คนจะสงสัยในสิ่งที่ท่านพูด แต่เขาจะเชื่อในสิ่งที่ท่านทำ
ชีวิตในบางครั้ง ความอยุติธรรมก็คล้ายเป็นเรื่องถูกต้อง ความเจ็บปวดก็คล้ายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ความเสียเปรียบก็อาจถูกยัดเยียดให้ ความพ่ายแพ้ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน คนที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับเอาไว้ได้ เพื่อที่จะกอบกำทุกอย่างกลับคืนมา
ดอกไม้สวยอยู่บนต้น จะหล่นก็ต่อเมื่อ มีใครมาเด็ด
เพื่อนที่ดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา ดุจก้อนเกลือเค็มนิดหน่อยด้อยราคา ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า ทรายจะแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา คนจะกล้าก็เพราะผ่านความอดทน รอยเท้าที่ยาวไกล เมื่อมองกลับไป บ่งบอกได้ในผลงาน บางรอยอาจมีชำรุด เพราะสะดุด จุดขวากหนาม ฟันฝ่าจนรอยงาม เก็บเป็นนิยามของความภูมิใจ " เงินไม่ได้สร้างมิตรแท้มากเท่าศัตรูจริง "

สมาธิมาปัญญาก็เกิด


สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญาอันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังวิธีปฏิบัติที่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เมตตาสั่งสอนไว้ดังนี้
กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวลไว้เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานศีลห้า หรือศีลแปด เพื่อย้ำความมั่นคงในคุณธรรมของตนเอง
คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้กระทำแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ
นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดนิ้วหัวแม่มือซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาพอสบายคล้ายกับกำลังพักผ่อน ไม่บีบกล้าเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง
นึกกำหนดนิมิต เป็น”ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆนึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า สัมมาอะระหัง หรือค่อยๆน้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆเคลื่อเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบาย ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆกับคำภาวนา
อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใสและกลมสนิทปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆกับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นเกินอันตรธานหายไปก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆน้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลายของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกคล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆอีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน เกิดการตกศูนย์และเกิดดวงสว่างขึ้นมาแทนที่ ดวงนี้เรียกว่า “ดวงธรรม” หรือ “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพานการระลึกนึกถึงนิมิตสามารถทำได้ในทุกแห่ง ทุกที่ ทุกอริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือขณะทำภารกิจใดๆ

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

นิทานของกาลเวลา


กาลเวลา....นำพาเรามาพบกับเรื่อราวมากมาย ในวันเวลาเหล่านั้นมีทั้งเรื่องราวทุกข์ สุข เศร้า สนุกสนาน ตื่นเต้น ยินดี บางครั้งก็ร้องไห้ เหมือนนิทาน เมื่อหลายเดือนก่อน กาลเวลานำพาฉันมาพบกับคน ๆ หนึ่ง เกิดเรื่องราวมากมายระหว่างเรา เป็นความรู้สึก ดี ดี ที่เจือด้วยรอยน้ำตา ฉันถามเวลาทำไมต้องให้ฉันได้พบเธอ ทั้ง ๆ ที่หากเรามองตามความเป็นไปในชีวิตของแต่ละคนแล้ว ไม่น่าจะให้มีเหตุอะไรที่เราจะมาพบกันได้แต่กาลเวลาทำได้.....
นิทานของกาลเวลาเรื่องนี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจบอย่างรวดร้าวสาเหตุคงจะมาจากฉันที่คาดหวังกับเธอมากไป ฉันผิดเองที่เอาตัวเองเข้ามาผูกพันกับเธอ ทั้ง ๆ ที่เธอก็บอกอยู่ตลอดเวลานี่นะ ว่าเธอมีเขาอยู่ ฉันหวังเพียงว่าเธอจะสามารถมีฉันเพิ่มอีกสัก 1 คนได้ แต่เปล่าเลย ในเวลาที่เธอต้องการฉัน ฉันพร้อมเคียงข้างเธอเสมอ แต่ในวันนี้วันที่ฉันเจอมรสุมของชีวิตมากมาย ฉันต้องการให้เธอมาคอยปลอบใจ คอยห่วงใย เธอกลับอยู่ในที่ไกลแสนไกล ที่ ๆ ฉันมองไม่เห็น ที่ซึ่งฉันไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ฉันเหงา ฉันอ้างว้าง และในวันนี้ฉันเข้าใจแล้วทุกอย่าง เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อฉันทั้งชีวิต เธอถูกกาลเวลาผลักไส ให้เข้ามาอยู่ในนิทานเรื่องเดียวกัน เพื่อที่ทำให้ฉันได้รู้ว่ากาลเวลานำพา และพรากทุกสิ่งไปจากเราได้เสมอ...
สุดท้ายนี้หากเธอต้องไปเป็นตัวละครในตอนต่อไปของกาลเวลา ขอให้เธอแสดงมันด้วยหัวใจที่มั่นคงของเธอเอง อย่าให้กาลเวลาทำให้เธอไขว่เขว หลงทาง และฉันเองก็เช่นกัน

ไม่ใช่เรื่องแปลก....ที่เราจะรักใครสักคน

คงไม่แปลก ที่เราจะรักใครสักคน
และก็คงไม่แปลก ...ที่เค้าอาจจะไม่ได้รักเรา
ถ้าเป็นอย่างนั้น.... คุณเคยท้อแท้
และเสียใจบ้างไหมถ้าเคย... นั่นก็ไม่แปลก
ต่อจากนั้น คุณจะทำอย่างไรต่อไป
คุณก็ยังคงรักเค้าต่อไปหรือเปล่า ถ้าใช่ มันก็ไม่แปลก
มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะรักใครข้างเดียว
เพียงแค่เราได้เห็นหน้าเค้า...ก็สุขใจ
พอเค้าไม่หันมามอง...เราก็ใจหาย
พอเห็นเค้ายิ้ม...เราก็อิ่มใจ พอเห็นเค้าลำบาก...เราก็ร้อนรน
แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
เค้าก็ยังไม่เคยหันมาสน... แต่เราก็ไม่เคยหยุดรักเค้าสักที
นั่นยิ่งไม่แปลกใหญ่ เพราะความรู้สึกที่มีค่า...ความรัก
มันคือการให้...และเสียสละ คือความหวังดี...ความห่วงใย
แต่ไม่ใช่การครอบครอง แม้นาทีนี้ เรายังไม่ได้ครองใจเค้า
นั่นแปลว่าเรายังรักเค้าอยู่ จงรู้ไว้ว่ามันเป็นความรักอันงดงาม
จงรู้ไว้ว่าเค้ายังได้รับความรักจากเราเสมอ
และจงรู้ไว้ว่ามันไม่แปลก...ที่จะรักใครข้างเดียว