จำนวนผู้เข้าชม

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

ฤดูกาล...แห่งชีวิต

"ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ชีวิตคนเราในช่วงชีวิตหนึ่ง ก็เหมือนกับฤดูกาลต่างๆในรอบ 1 ปี: "



ฤดูร้อน,ฤดูหนาว,ฤดูฝน,ฤดูใบไม่ผลิ,ฤดูใบไม้ร่วง





- ฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดพืชพันธ์ุต่างๆเริ่มงอกและโผล่ออกมาจากพื้นดิน
ต้นไม้ที่ไร้ใบในฤดูหนาว เริ่มผลิดอกออกใบ สัตว์ต่างๆที่จำศึลอยู่ใต้พื้นดิน
ในระหว่างฤดูหนาวอันยาวนานก็เริ่มออกมาหาอาหารกิน มีฝนตกบ้างเป็นครั้งคราว

ก็เปรียบเสมือนการเกิดของชีวิต การเริ่มชีวิตใหม่ที่อุบัติขึ้น ค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆ
หรือเปรียบเสมือนช่วงชีวิตของเราที่ได้ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หรือการเริ่มต้นใหม่
ชีวิตอาจมีอุปสรรคบ้าง เหมือนฝนที่ตกกระหน่ำลงมาในฤดูใบไม้ผลินี้
แต่ฝน ก็ให้ความชุ่มชื้น และทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต ชีวิตที่เรียนรู้จากปัญหา
และอุปสรรค ย่อมมีการพัฒนาและเจริญเติบโตเช่นกัน

- ฤดูร้อน เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้ผลิดอกออกใบเขียวขจี แม่น้ำลำธารมีน้ำใสไหลเย็น
มีแสงแดดอันอบอุ่น ทุกคนต่างพากันชื่นชม ใครๆก็พากันออกไปเที่ยวเล่น ไปว่ายน้ำ
เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆอย่างสะดวกสบาย เป็นฤดูที่พืชพันธ์ุธัญญาหารเจริญเติบโต
รอเวลาที่จะเก็บเกี่ยว ในฤดูร้อน ก็มีฝนตกบ้างเป็นครั้งคราว

ก็เปรียบเสมือนชีวิตในวัยหนุ่มสาว ที่มีพลังในการทำงาน มีความคิดความอ่านแจ่มใส
ทำงานได้อย่างคล่อยแคล่วมีประสิทธิภาพ กระฉับกระเฉง แม้ชีวิตจะอยู่ในช่วงที่สดใสแข็งแรง แต่ก็มีความร้อนแรงดุจแสงอาทิตย์ บางครั้ง ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันต่างๆ
และอุปสรรคต่างๆ หรือจะเปรียบเสมือนช่วงรุ่งโรจน์ของชีวิต ที่มีทั้งความสุข ความสำเร็จ
แต่ก็มีความร้อนแรงจากการแข่งขัน หรือความอิจฉาริษยาจากคนอื่น
แม้จะต้องเปียกปอน จากปัญหาและอุปสรรคต่างๆบ้าง แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้จากปัญหา
และได้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ทำให้เราฉลาดและเข้าใจชีวิตมากขึ้นด้วย

- ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม
และสีน้ำตาล รอวันที่จะหลุดร่วงไปจากต้นในต้นฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว
และสะสมพืชพันธ์ุธัญญาหารไว้กินไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
อากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว

เปรียบเสมือนชีวิตในวัยที่ใกล้เกษียณจากการทำงาน หรือเมื่อผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว
เมื่อคนเราทำงานไปนานๆ รายได้ก็มีมากขึ้น ธุรกิจที่ลงทุนไว้ ก็มีผลกำไรมากขึ้น
ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสงบในบั้นปลาย ในขณะเดียวกัน
สุขภาพและกำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยหลังจากการตรากตรำทำงานหนักมาหลายปี

- ฤดูหนาว เป็นฤดูที่ต้นไม้ผลัดใบร่วงออกจากต้นจนหมด เหลือแต่เพียงลำต้นและกิ่งก้าน
อากาศหนาวเหน็บ บางครั้งลมแรง มีพายุฝน หรือ มีหิมะตก สัตว์หลายชนิดพากันจำศึล
ไม่ออกมาหาอาหารกิน บางปีหิมะตกหนามาก การเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก
พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ไม่สามารถเพาะหว่านพืชพันธ์ุธัญญาหารใดๆลงไปได้
ได้แต่นำพืชพันธ์ุธัญญาหารที่สะสมไว้ตั้งแต่ในฤดูใบไม้ร่วง มาประทังชีวิตไป
จนกว่า ฤดูใบไม้ผลิจะย่างกรายเข้ามา และเริ่มการเพาะปลูกใหม่ได้อีก

เปรียบเสมือนช่วงเวลาเจ็บป่วยของชีวิต หรือช่วงที่มีอุปสรรคมากมาย
จนเราต้องหยุดพัก ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา รอจนกว่าอุปสรรคนั้นจะผ่านพ้นไป
หรือเปรียบเสมือนชีวิต ที่ก้าวเดินมาจนถึงจุดสุดท้าย มีความตายรออยู่ข้างหน้า
ภาพต้นไม้ไร้ใบ ช่างเงียบเหงา และว้าเหว่ เหมือนการที่คนเราต้องพลัดพราก
จากทุกคนที่เรารักไปอย่างไม่มีวันกลับ บรรดาพืชพันธ์ุธัญญาหารที่เราสะสมไว้
เพื่อประทังชีวิตในช่วงฤดูหนาว เปรียบเสมือนบุญกุศลที่เราทำไว้ก่อนตาย
ซึ่งเป็นเสบียงไว้เลี้ยงจิตวิญญาณของเรา ก่อนที่เราจะได้มีชีวิตใหม่ในภพชาติต่อๆไป

- ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่ต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง สีแดง สีส้ม
และสีน้ำตาล รอวันที่จะหลุดร่วงไปจากต้นในต้นฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว
และสะสมพืชพันธ์ุธัญญาหารไว้กินไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
อากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว

เปรียบเสมือนชีวิตในวัยที่ใกล้เกษียณจากการทำงาน หรือเมื่อผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว
เมื่อคนเราทำงานไปนานๆ รายได้ก็มีมากขึ้น ธุรกิจที่ลงทุนไว้ ก็มีผลกำไรมากขึ้น
ถึงเวลาที่จะได้พักผ่อน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสงบในบั้นปลาย ในขณะเดียวกัน
สุขภาพและกำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงไปด้วยหลังจากการตรากตรำทำงานหนักมาหลายปี

- ฤดูฝน เป็นฤดูที่ต้นไม้มีความชุมชื่อสดชื่น แต่บางครั้งก็มีลมพายุที่รุนแรงพัดพามาอากาศหนาวเหน็บ บางครั้งลมแรง มีพายุฝนไม่ออกมาหาอาหารกิน การเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกแต่ก็เป็นช่วงเวลา ที่เราจะทำการเพาะปลูก พืชพันธุ์ ธันญาหาร ต่างๆๆ




เธอ..ผู้ไม่แพ้

ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา
ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพาไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ คนจะสงสัยในสิ่งที่ท่านพูด แต่เขาจะเชื่อในสิ่งที่ท่านทำ
ชีวิตในบางครั้ง ความอยุติธรรมก็คล้ายเป็นเรื่องถูกต้อง ความเจ็บปวดก็คล้ายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ความเสียเปรียบก็อาจถูกยัดเยียดให้ ความพ่ายแพ้ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน คนที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับเอาไว้ได้ เพื่อที่จะกอบกำทุกอย่างกลับคืนมา
ดอกไม้สวยอยู่บนต้น จะหล่นก็ต่อเมื่อ มีใครมาเด็ด
เพื่อนที่ดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา ดุจก้อนเกลือเค็มนิดหน่อยด้อยราคา ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล มีเม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนในคุณค่า ทรายจะแกร่งก็เพราะผ่านกาลเวลา คนจะกล้าก็เพราะผ่านความอดทน รอยเท้าที่ยาวไกล เมื่อมองกลับไป บ่งบอกได้ในผลงาน บางรอยอาจมีชำรุด เพราะสะดุด จุดขวากหนาม ฟันฝ่าจนรอยงาม เก็บเป็นนิยามของความภูมิใจ " เงินไม่ได้สร้างมิตรแท้มากเท่าศัตรูจริง "

สมาธิมาปัญญาก็เกิด


สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญาอันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังวิธีปฏิบัติที่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เมตตาสั่งสอนไว้ดังนี้
กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวลไว้เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานศีลห้า หรือศีลแปด เพื่อย้ำความมั่นคงในคุณธรรมของตนเอง
คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้กระทำแล้วในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ
นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดนิ้วหัวแม่มือซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาพอสบายคล้ายกับกำลังพักผ่อน ไม่บีบกล้าเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง
นึกกำหนดนิมิต เป็น”ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆนึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า สัมมาอะระหัง หรือค่อยๆน้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆเคลื่อเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบาย ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆกับคำภาวนา
อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใสและกลมสนิทปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆกับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นเกินอันตรธานหายไปก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆน้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลายของดวงนิมิต ด้วยความรู้สึกคล้ายมีดวงดาวดวงเล็กๆอีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆตรงกลางนั้นไปเรื่อยๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน เกิดการตกศูนย์และเกิดดวงสว่างขึ้นมาแทนที่ ดวงนี้เรียกว่า “ดวงธรรม” หรือ “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพานการระลึกนึกถึงนิมิตสามารถทำได้ในทุกแห่ง ทุกที่ ทุกอริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือขณะทำภารกิจใดๆ

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

นิทานของกาลเวลา


กาลเวลา....นำพาเรามาพบกับเรื่อราวมากมาย ในวันเวลาเหล่านั้นมีทั้งเรื่องราวทุกข์ สุข เศร้า สนุกสนาน ตื่นเต้น ยินดี บางครั้งก็ร้องไห้ เหมือนนิทาน เมื่อหลายเดือนก่อน กาลเวลานำพาฉันมาพบกับคน ๆ หนึ่ง เกิดเรื่องราวมากมายระหว่างเรา เป็นความรู้สึก ดี ดี ที่เจือด้วยรอยน้ำตา ฉันถามเวลาทำไมต้องให้ฉันได้พบเธอ ทั้ง ๆ ที่หากเรามองตามความเป็นไปในชีวิตของแต่ละคนแล้ว ไม่น่าจะให้มีเหตุอะไรที่เราจะมาพบกันได้แต่กาลเวลาทำได้.....
นิทานของกาลเวลาเรื่องนี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจบอย่างรวดร้าวสาเหตุคงจะมาจากฉันที่คาดหวังกับเธอมากไป ฉันผิดเองที่เอาตัวเองเข้ามาผูกพันกับเธอ ทั้ง ๆ ที่เธอก็บอกอยู่ตลอดเวลานี่นะ ว่าเธอมีเขาอยู่ ฉันหวังเพียงว่าเธอจะสามารถมีฉันเพิ่มอีกสัก 1 คนได้ แต่เปล่าเลย ในเวลาที่เธอต้องการฉัน ฉันพร้อมเคียงข้างเธอเสมอ แต่ในวันนี้วันที่ฉันเจอมรสุมของชีวิตมากมาย ฉันต้องการให้เธอมาคอยปลอบใจ คอยห่วงใย เธอกลับอยู่ในที่ไกลแสนไกล ที่ ๆ ฉันมองไม่เห็น ที่ซึ่งฉันไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ฉันเหงา ฉันอ้างว้าง และในวันนี้ฉันเข้าใจแล้วทุกอย่าง เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อฉันทั้งชีวิต เธอถูกกาลเวลาผลักไส ให้เข้ามาอยู่ในนิทานเรื่องเดียวกัน เพื่อที่ทำให้ฉันได้รู้ว่ากาลเวลานำพา และพรากทุกสิ่งไปจากเราได้เสมอ...
สุดท้ายนี้หากเธอต้องไปเป็นตัวละครในตอนต่อไปของกาลเวลา ขอให้เธอแสดงมันด้วยหัวใจที่มั่นคงของเธอเอง อย่าให้กาลเวลาทำให้เธอไขว่เขว หลงทาง และฉันเองก็เช่นกัน

ไม่ใช่เรื่องแปลก....ที่เราจะรักใครสักคน

คงไม่แปลก ที่เราจะรักใครสักคน
และก็คงไม่แปลก ...ที่เค้าอาจจะไม่ได้รักเรา
ถ้าเป็นอย่างนั้น.... คุณเคยท้อแท้
และเสียใจบ้างไหมถ้าเคย... นั่นก็ไม่แปลก
ต่อจากนั้น คุณจะทำอย่างไรต่อไป
คุณก็ยังคงรักเค้าต่อไปหรือเปล่า ถ้าใช่ มันก็ไม่แปลก
มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะรักใครข้างเดียว
เพียงแค่เราได้เห็นหน้าเค้า...ก็สุขใจ
พอเค้าไม่หันมามอง...เราก็ใจหาย
พอเห็นเค้ายิ้ม...เราก็อิ่มใจ พอเห็นเค้าลำบาก...เราก็ร้อนรน
แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
เค้าก็ยังไม่เคยหันมาสน... แต่เราก็ไม่เคยหยุดรักเค้าสักที
นั่นยิ่งไม่แปลกใหญ่ เพราะความรู้สึกที่มีค่า...ความรัก
มันคือการให้...และเสียสละ คือความหวังดี...ความห่วงใย
แต่ไม่ใช่การครอบครอง แม้นาทีนี้ เรายังไม่ได้ครองใจเค้า
นั่นแปลว่าเรายังรักเค้าอยู่ จงรู้ไว้ว่ามันเป็นความรักอันงดงาม
จงรู้ไว้ว่าเค้ายังได้รับความรักจากเราเสมอ
และจงรู้ไว้ว่ามันไม่แปลก...ที่จะรักใครข้างเดียว